Increase Font Size on PortalDecrease Font Size on PortalReset Font sizes to Portal Defaults.
You are here : ข่าว/กิจกรรม > ข่าวทั่วไป
หมวดข่าว
ข่าว / กิจกรรม
30
เกรทอะโกร ร่วมกับสมาคมพืชสวน จัดงานพลังงานทดแทนจากปาล์มน้ำมัน



สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ร่วมกับ บ.เกรทอะโกร จำกัด และ สมาคมสื่อมวลชนการเกษตรแห่งประเทศไทย จัดงานพลังงานทดแทนจากปาล์มน้ำมัน โดยได้รับเกียรติจาก พณฯ ท่านธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน  ซึ่งในงานดังกล่าว นายมนตรี   คงตระกูลเทียน   ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ร่วม  บ.เกรทอะโกร จำกัด กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร  เครือเจริญโภคภัณฑ์   เปิดเผยว่า   ปัจจุบันความต้องการพืชพลังงานของทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง   ซึ่งในส่วนของประเทศไทยปาล์มน้ำมันถือเป็นพืชพลังงานที่มีศักยภาพ  และสามารถพัฒนาต่อยอดสู่อุตสาหกรรมแปรรูปที่หลากหลาย    แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าทั้งเมล็ดพันธุ์  และเทคโนโลยีโรงสกัดน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศมาตลอด  เป็นเหตุให้วงการปาล์มน้ำมันของไทยต้องเสียโอกาสในการพัฒนาและเพิ่มรายได้จำนวนมหาศาล 

ดังนั้นเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของวงการปาล์มน้ำมันของไทย   กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจรจึงได้ร่วมกับบริษัท ไทยออยปาล์มโคลส์ จำกัด  ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ปาล์มลูกผสมที่จดทะเบียนรับรองต้นพ่อแม่พันธุ์ปาล์มน้ำมันกับกรมวิชาการเกษตรตั้งแต่ปี  2548   โดยนำมาใช้ชื่อทางการค้า  C.P. Tenera    ซึ่งเป็นพันธุ์ปาล์มต้นเตี้ยที่ให้ผลผลิตเฉลี่ย  4  ตัน/ไร่/ปี  และให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันเฉลี่ย  20-22%   ขณะที่ผลผลิตปาล์มน้ำมันทั่วไป  2.56  ตัน/ไร่/ปี  และเปอร์เซ็นต์น้ำมันเฉลี่ย  17%  เท่านั้น 

สาเหตุที่พันธุ์ C.P. Tenera  ให้ผลผลิตเฉลี่ยและเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงกว่าพันธุ์ทั่วไป   เนื่องจากใช้ต้นแม่พันธุ์ที่คุณภาพดีให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงถึง  294  กก./ต้น/ปี   ขณะที่แปลงผลิตทั่วไปจะใช้ต้นแม่พันธุ์ที่ให้ผลผลิตเฉลี่ยเพียง 170  กก./ต้น/ปีเท่านั้น    ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรให้การตอบรับพันธุ์ C.P. Tenera  เป็นอย่างดีโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง  และภาคตะวันออก    โดยเร็วๆนี้บริษัทฯ มีแผนจะวางจำหน่ายพันธุ์ปาล์มลูกผสมพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตเฉลี่ย  5  ตัน/ไร่  และมีลักษณะเด่นเนื้อหนา  กะลาบาง   เพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรไทยได้มีพันธุ์ปาล์มคุณภาพดี  และเหมาะสมกับสภาพอากาศของประเทศไทยเพิ่มขึ้น  นายมนตรี  กล่าว

นายมนตรี  กล่าวเพิ่มเติมว่า    พร้อมกันนี้บริษัทเกรท  อะโกร  จำกัด  ซึ่งเป็นบริษัทด้านงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านจักรกลการเกษตรในสังกัดของกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจรฯ ได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)  พัฒนาโรงสกัดน้ำมันปาล์มแบบไม่ใช้ไอน้ำขนาด  1.5  ต้นทะลายปาล์มต่อชั่วโมง      เพื่อเป็นทางเลือกของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันแหล่งใหม่   ซึ่งส่วนใหญ่จะมีพื้นที่ปลูกเฉลี่ย    1,000-3,000  ไร่  ได้มีโรงสกัดน้ำมันปาล์มระดับชุมชนในพื้นที่    ช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งผลผลิตระยะทางไกลๆไปยังโรงสกัดน้ำมันปาล์มขนาดใหญ่ในเขตภาคใต้  และภาคตะวันออกเหมือนที่ผ่านมา   โดยตั้งโรงงานต้นแบบขึ้นที่  อ.วิหารแดง  จ.สระบุรี   เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสาธิตการผลิตไบโอดีเซลสำหรับชุมชนแบบครบวงจรของ  MTEC    และอยู่ใกล้กับพื้นที่ปาล์มน้ำมันทุ่งรังสิต 

บริษัทฯ เชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของวิศวกรและเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มของไทย  ว่าจะสามารถพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศได้    ดังนั้นแม้ว่าก่อนหน้านี้บริษัทฯจะพัฒนาเครื่องต้นแบบโรงสกัดน้ำมันปาล์มระดับชุมชนเกือบสมบูรณ์แล้ว    แต่เพื่อเทคโนโลยีดังกล่าวเกิดประโยชน์สูงสุดและสร้างความเชื่อมั่นกับผู้ประกอบการ   บริษัทฯ จึงได้ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ(MTEC)  ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ภาคเอกชนของไทยพัฒนานวัตกรรม  และเทคโนโลยีใหม่ๆที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศไทยตามนโยบายของรัฐบาล    โดยทั้ง 2  ฝ่ายได้ร่วมกันพัฒนาต่อยอดจากเครื่องต้นแบบของบริษัทฯ ทั้งในส่วนของการออกแบบ   การเลือกใช้วัสดุ  ตลอดจนการวิเคราะห์คุณสมบัติของน้ำมันที่ได้จากการหีบ   จากนั้นจึงนำไปติดตั้งใช้งานจริงที่ อ.วิหารแดง  จ.สระบุรี   ปัจจุบันพบว่า   ได้รับความสนใจจากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม  และผู้ประกอบการลานเทในหลายพื้นที่ติดต่อขอศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง  ล่าสุดมียอดจองแล้วทั้งสิ้น  8  โรง  นายมนตรีกล่าว

ด้านนายนเรศว์ร  ชิ้นอินมนู   รองกรรมการผู้จัดการ  บริษัทเกรท อะโกร จำกัด   เผยว่า   ที่ผ่านมาพื้นที่ปลูกปาล์มใหม่ส่วนใหญ่จะประสบปัญหาไม่มีโรงสกัดน้ำมันปาล์มในพื้นที่    เนื่องจากการก่อสร้างโรงสกัดน้ำมันปาล์มขนาดใหญ่  1  โรงต้องการพื้นที่ปลูกปาล์มเพื่อเป็นวัตถุดิบไม่น้อยกว่า  60,000  ไร่  ขณะที่เขตปลูกปาล์มใหม่จะมีพื้นที่รวมเฉลี่ย  1,000-3,000 ไร่เท่านั้น   จึงต้องส่งผลผลิตไปจำหน่ายในพื้นที่ภาคใต้  และภาคตะวันออก    อีกทั้งการขนส่งเป็นระยะทางไกลๆยังเป็นต้นเหตุทำให้ปริมาณ  กรดไขมันอิสระ(Free  Fatty  Acid-FFA)ในทะลายปาล์มจะเพิ่มสูงขึ้น   ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้คุณภาพผลปาล์มและเปอร์เซ็นต์น้ำมันลดลง 2-3%     รวมทั้งราคารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรที่ปรับลดลงไปด้วย   บริษัทฯ จึงพัฒนาโรงสกัดน้ำมันปาล์มระดับชุมชนขึ้น   เพื่อรองรับการขยายตัวของพื้นที่ปลูกปาล์มใหม่ที่กระจายอยู่ในหลายๆพื้นที่

ทั้งนี้โรงสกัดฯที่พัฒนาขึ้นใหม่   สามารถสกัดน้ำมันเกรด A   ซึ่งมีคุณภาพทัดเทียมกับน้ำมันที่สกัดจากโรงสกัดน้ำมันปาล์มขนาดใหญ่    อีกทั้งระบบดังกล่าวยังไม่ใช้ไอน้ำในการผลิตจึงไม่ก่อให้เกิดปัญหาน้ำเสีย   และช่วยลดต้นทุนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม   ส่วนกากที่เหลือยังสามารถนำไปขายเป็นอาหารสัตว์ กก.ละ  3-4  บาท    ขณะที่กากจากโรงสกัดน้ำมันขนาดใหญ่ขายได้เพียง กก.ละ  12  สตางค์เท่านั้น     นอกจากนี้บริษัทฯยังออกแบบให้ระบบการบริหารจัดการและดูแลเครื่องไม่ยุ่งยากซับซ้อน   โดยบรรจุอยู่ในตู้คอนเทรนเนอร์ทำให้สามารถควบคุมการทำงานด้วยคนเพียง  1  คนเท่านั้น    และยังทำให้สามารถทำงานได้ตลอด 24  ชม.     ที่สำคัญกระบวนการผลิตทั้งระบบจะมีการสูญเสียน้ำมันประมาณ 1%    ขณะที่กระบวนการผลิตของโรงสกัดน้ำมันปาล์มขนาดใหญ่มีการสูญเสียน้ำมันเฉลี่ย 3-4%

นายนเรศว์ร   กล่าวเพิ่มเติมว่า    ขณะเดียวกันเพื่อให้วงการปาล์มน้ำมันไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากโรงสกัดน้ำมันปาล์มแบบไม่ใช้ไอน้ำ  ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่เกิดจากความสามารถของวิศวกรไทย   ตลอดจนรักษาทรัพย์สินทางปัญญาของนักวิจัยไทย   บริษัทฯ และ  MTEC  จึงได้เร่งดำเนินการจดสิทธิบัตรดังกล่าวในประเทศอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มขนาดใหญ่ของโลก  เช่น  อินโดนีเซีย  และ  มาเลเซีย   ตามข้อกำหนดสากลด้านสิทธิบัตรที่ระบุว่า   การจดสิทธิบัตรในต่างประเทศต้องดำเนินการภายใน  365  วันหรือ 1  ปี  หลังยื่นจดสิทธิบัตรในประเทศ   เบื้องต้นเชื่อว่า   ความร่วมมือดังกล่าวจะนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันที่หลากหลาย  และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับวงการปาล์มน้ำมันของไทยต่อไป
 


CPthailandCPFCPcropกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกระทรวงพลังงานศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ