
สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ร่วมกับ บ.เกรทอะโกร จำกัด และ สมาคมสื่อมวลชนการเกษตรแห่งประเทศไทย จัดงานพลังงานทดแทนจากปาล์มน้ำมัน โดยได้รับเกียรติจาก พณฯ ท่านธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน ซึ่งในงานดังกล่าว นายมนตรี คงตระกูลเทียน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ร่วม บ.เกรทอะโกร จำกัด กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันความต้องการพืชพลังงานของทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในส่วนของประเทศไทยปาล์มน้ำมันถือเป็นพืชพลังงานที่มีศักยภาพ และสามารถพัฒนาต่อยอดสู่อุตสาหกรรมแปรรูปที่หลากหลาย แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าทั้งเมล็ดพันธุ์ และเทคโนโลยีโรงสกัดน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศมาตลอด เป็นเหตุให้วงการปาล์มน้ำมันของไทยต้องเสียโอกาสในการพัฒนาและเพิ่มรายได้จำนวนมหาศาล
ดังนั้นเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของวงการปาล์มน้ำมันของไทย กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจรจึงได้ร่วมกับบริษัท ไทยออยปาล์มโคลส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ปาล์มลูกผสมที่จดทะเบียนรับรองต้นพ่อแม่พันธุ์ปาล์มน้ำมันกับกรมวิชาการเกษตรตั้งแต่ปี 2548 โดยนำมาใช้ชื่อทางการค้า C.P. Tenera ซึ่งเป็นพันธุ์ปาล์มต้นเตี้ยที่ให้ผลผลิตเฉลี่ย 4 ตัน/ไร่/ปี และให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันเฉลี่ย 20-22% ขณะที่ผลผลิตปาล์มน้ำมันทั่วไป 2.56 ตัน/ไร่/ปี และเปอร์เซ็นต์น้ำมันเฉลี่ย 17% เท่านั้น
สาเหตุที่พันธุ์ C.P. Tenera ให้ผลผลิตเฉลี่ยและเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงกว่าพันธุ์ทั่วไป เนื่องจากใช้ต้นแม่พันธุ์ที่คุณภาพดีให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงถึง 294 กก./ต้น/ปี ขณะที่แปลงผลิตทั่วไปจะใช้ต้นแม่พันธุ์ที่ให้ผลผลิตเฉลี่ยเพียง 170 กก./ต้น/ปีเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรให้การตอบรับพันธุ์ C.P. Tenera เป็นอย่างดีโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง และภาคตะวันออก โดยเร็วๆนี้บริษัทฯ มีแผนจะวางจำหน่ายพันธุ์ปาล์มลูกผสมพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตเฉลี่ย 5 ตัน/ไร่ และมีลักษณะเด่นเนื้อหนา กะลาบาง เพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรไทยได้มีพันธุ์ปาล์มคุณภาพดี และเหมาะสมกับสภาพอากาศของประเทศไทยเพิ่มขึ้น นายมนตรี กล่าว
นายมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า พร้อมกันนี้บริษัทเกรท อะโกร จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทด้านงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านจักรกลการเกษตรในสังกัดของกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจรฯ ได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) พัฒนาโรงสกัดน้ำมันปาล์มแบบไม่ใช้ไอน้ำขนาด 1.5 ต้นทะลายปาล์มต่อชั่วโมง เพื่อเป็นทางเลือกของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันแหล่งใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีพื้นที่ปลูกเฉลี่ย 1,000-3,000 ไร่ ได้มีโรงสกัดน้ำมันปาล์มระดับชุมชนในพื้นที่ ช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งผลผลิตระยะทางไกลๆไปยังโรงสกัดน้ำมันปาล์มขนาดใหญ่ในเขตภาคใต้ และภาคตะวันออกเหมือนที่ผ่านมา โดยตั้งโรงงานต้นแบบขึ้นที่ อ.วิหารแดง จ.สระบุรี เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสาธิตการผลิตไบโอดีเซลสำหรับชุมชนแบบครบวงจรของ MTEC และอยู่ใกล้กับพื้นที่ปาล์มน้ำมันทุ่งรังสิต
บริษัทฯ เชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของวิศวกรและเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มของไทย ว่าจะสามารถพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศได้ ดังนั้นแม้ว่าก่อนหน้านี้บริษัทฯจะพัฒนาเครื่องต้นแบบโรงสกัดน้ำมันปาล์มระดับชุมชนเกือบสมบูรณ์แล้ว แต่เพื่อเทคโนโลยีดังกล่าวเกิดประโยชน์สูงสุดและสร้างความเชื่อมั่นกับผู้ประกอบการ บริษัทฯ จึงได้ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ(MTEC) ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ภาคเอกชนของไทยพัฒนานวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ๆที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศไทยตามนโยบายของรัฐบาล โดยทั้ง 2 ฝ่ายได้ร่วมกันพัฒนาต่อยอดจากเครื่องต้นแบบของบริษัทฯ ทั้งในส่วนของการออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ ตลอดจนการวิเคราะห์คุณสมบัติของน้ำมันที่ได้จากการหีบ จากนั้นจึงนำไปติดตั้งใช้งานจริงที่ อ.วิหารแดง จ.สระบุรี ปัจจุบันพบว่า ได้รับความสนใจจากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม และผู้ประกอบการลานเทในหลายพื้นที่ติดต่อขอศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมียอดจองแล้วทั้งสิ้น 8 โรง นายมนตรีกล่าว
ด้านนายนเรศว์ร ชิ้นอินมนู รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทเกรท อะโกร จำกัด เผยว่า ที่ผ่านมาพื้นที่ปลูกปาล์มใหม่ส่วนใหญ่จะประสบปัญหาไม่มีโรงสกัดน้ำมันปาล์มในพื้นที่ เนื่องจากการก่อสร้างโรงสกัดน้ำมันปาล์มขนาดใหญ่ 1 โรงต้องการพื้นที่ปลูกปาล์มเพื่อเป็นวัตถุดิบไม่น้อยกว่า 60,000 ไร่ ขณะที่เขตปลูกปาล์มใหม่จะมีพื้นที่รวมเฉลี่ย 1,000-3,000 ไร่เท่านั้น จึงต้องส่งผลผลิตไปจำหน่ายในพื้นที่ภาคใต้ และภาคตะวันออก อีกทั้งการขนส่งเป็นระยะทางไกลๆยังเป็นต้นเหตุทำให้ปริมาณ กรดไขมันอิสระ(Free Fatty Acid-FFA)ในทะลายปาล์มจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้คุณภาพผลปาล์มและเปอร์เซ็นต์น้ำมันลดลง 2-3% รวมทั้งราคารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรที่ปรับลดลงไปด้วย บริษัทฯ จึงพัฒนาโรงสกัดน้ำมันปาล์มระดับชุมชนขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของพื้นที่ปลูกปาล์มใหม่ที่กระจายอยู่ในหลายๆพื้นที่
ทั้งนี้โรงสกัดฯที่พัฒนาขึ้นใหม่ สามารถสกัดน้ำมันเกรด A ซึ่งมีคุณภาพทัดเทียมกับน้ำมันที่สกัดจากโรงสกัดน้ำมันปาล์มขนาดใหญ่ อีกทั้งระบบดังกล่าวยังไม่ใช้ไอน้ำในการผลิตจึงไม่ก่อให้เกิดปัญหาน้ำเสีย และช่วยลดต้นทุนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนกากที่เหลือยังสามารถนำไปขายเป็นอาหารสัตว์ กก.ละ 3-4 บาท ขณะที่กากจากโรงสกัดน้ำมันขนาดใหญ่ขายได้เพียง กก.ละ 12 สตางค์เท่านั้น นอกจากนี้บริษัทฯยังออกแบบให้ระบบการบริหารจัดการและดูแลเครื่องไม่ยุ่งยากซับซ้อน โดยบรรจุอยู่ในตู้คอนเทรนเนอร์ทำให้สามารถควบคุมการทำงานด้วยคนเพียง 1 คนเท่านั้น และยังทำให้สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชม. ที่สำคัญกระบวนการผลิตทั้งระบบจะมีการสูญเสียน้ำมันประมาณ 1% ขณะที่กระบวนการผลิตของโรงสกัดน้ำมันปาล์มขนาดใหญ่มีการสูญเสียน้ำมันเฉลี่ย 3-4%
นายนเรศว์ร กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกันเพื่อให้วงการปาล์มน้ำมันไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากโรงสกัดน้ำมันปาล์มแบบไม่ใช้ไอน้ำ ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่เกิดจากความสามารถของวิศวกรไทย ตลอดจนรักษาทรัพย์สินทางปัญญาของนักวิจัยไทย บริษัทฯ และ MTEC จึงได้เร่งดำเนินการจดสิทธิบัตรดังกล่าวในประเทศอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มขนาดใหญ่ของโลก เช่น อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย ตามข้อกำหนดสากลด้านสิทธิบัตรที่ระบุว่า การจดสิทธิบัตรในต่างประเทศต้องดำเนินการภายใน 365 วันหรือ 1 ปี หลังยื่นจดสิทธิบัตรในประเทศ เบื้องต้นเชื่อว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันที่หลากหลาย และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับวงการปาล์มน้ำมันของไทยต่อไป